ยาทรามาดอล อันตรายถึงชีวิตเมื่อใช้ผิดประเภท

ยาทรามาดอล อันตรายถึงชีวิตเมื่อใช้ผิดประเภท

ยังมีข่าวของวัยรุ่นที่นำเอายาแก้ปวด ทรามาดอล มาผสมกับยาอื่นๆ จนกลายเป็นของมึนเมา ออกมาให้เราเห็นกันได้อยู่เรื่อยๆ ที่น่าสงสัยคือ ทรามาดอล เป็นยาควบคุมพิเศษ ที่แม้แต่แพทย์ยังสามารถสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยด้วยจำนวนจำกัด แต่กลับพบยาทรามาดอลวางขายเกลื่อนตามในออนไลน์ โดยที่ไม่มีการสั่งจ่ายอย่างถูกต้องจากแพทย์ หรือมีการจำหน่ายอย่างถูกต้องจากเภสัชกรแต่อย่างใด

เรื่องการซื้อขายอย่างไม่ถูกต้อง ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วกันเนอะ แต่สำหรับเราที่เป็นผู้บริโภค เรามาทำความรู้จักยาทรามาดอลกันให้มากขึ้นกว่านี้อีกนิดจะดีกว่า

ยาทรามาดอล คืออะไร?

ยาทรามาดอล ตามปกติแล้วเป็นยาแก้ปวด ที่ใช้รักษาอาการปวดระดับปานกลาง ถึงขั้นรุนแรง แพทย์จะสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วย ที่มีอาการปวดจากโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ที่ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้จากการใช้ยาแก้ปวดจำพวกพาราเซตามอล หรืออื่นๆ ทั่วไป นอกจากใช้ยาตัวนี้เดี่ยวๆ แล้ว อาจมีการใช้ร่วมกันกับยาแก้ปวดตัวอื่น เพื่อให้ออกฤทธิ์แก้ปวดได้ดียิ่งขึ้น

ทำไม ทรามาดอล ถึงกลายเป็นส่วนผสมของสารที่ทำให้มึนเมา?

เมื่อทรามาดอลเป็นยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กดการทำงานของประสาท และมีผลทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข คล้ายกันกับการใช้ยามอร์ฟีน (แต่มีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า) ด้วยความรุนแรงที่น้อยกว่า ถึงทำให้ยาทรามาดอล ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดให้โทษเหมือนมอร์ฟีน และยังสามารถจำหน่ายตามร้านขายยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยาทรามาดอลยังจัดว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ถูกจำกัดการสั่งจ่ายจากแพทย์ และเภสัชกร

อันตรายจากการใช้ยาทรามาดอล

นอกจากยาทรามาดอลจะมีฤทธิ์กดการทำงานของประสาทแล้ว ยังเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาท อย่างเซโรโทนิน และ นอร์อิพิเนฟริน เมื่อสารทั้งสองตัวนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นที่บริเวณไขสันหลัง ก็จะช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน

แต่หากรับปริมาณของยาทรามาดอลมากจนเกินไป อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการมือไม้สั่น มีไข้ กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรืออาจเกิดอาการทางประสาท เช่น สับสน ประสาทหลอน และหวาดระแวง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ และหากรุนแรงอาจมีอาการชัก หรือเสียชีวิตได้

ความรุนแรงมากน้อยของการใช้ทรามาดอลในปริมาณและวิธีที่ไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ว่าในพันธุกรรมมียีนส์ที่สามารถทำลายยาทรามาดอลได้หรือไม่ ไตทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน ปริมาณของยาที่ทานเข้าไป และการใช้ยาทรามาดอลร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจเพิ่มการออกฤทธิ์ของยาให้รุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม เช่น การใช้ยาทรามาดอลกับแอลกอฮอล์ หรือยาแก้แพ้ อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่อระบบประสาท อาจกดประสาทจนไม่รู้สึกตัวได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตัวของยาทรามาดอลเอง มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่ต้องการระงับความเจ็บปวดจากโรคภัยไข้เจ็บได้ดี แต่หากมาใช้ในทางที่ผิด อาจมีผลทำให้เกิดอาการผิดปกติทางประสาท สูญเสียการควบคุม ไปจนถึงหมดสติ หรือเสียชีวิตได้เช่นกัน หยุดการใช้ยาผิดประเภท เพื่อตัวคุณเอง และคนที่คุณรักกันดีกว่าค่ะ

“นิ่งเป็นหลับ มาขยับกับนายกกันดีกว่า”

"นิ่งเป็นหลับ มาขยับกับนายกกันดีกว่า"

 

เมื่อโลกนี้ไม่ได้มีความบังเอิญ และก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีดี นายกรัฐมนตรีจะเรียกข้าราชการ คนไทยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ทุก บ่าย 3 โมงวันพุธ

แต่เหตุมันมีอยู่ว่า นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานผลการประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ที่ระบุว่าคนไทยทั้งเด็กและผู้สูงอายุวัย มักมีกิจกรรมเนือยนิ่ง (อยู่เฉย ๆ ไม่ค่อยขยับ ) เช่นนั่งเล่น iPad หรือดูทีวีต่อครั้งเป็นระยะเวลานาน อันจะทำให้เกิดโรค และเสียสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ คนไทยก็มีสุขภาพแย่ลง มีภาวะอ้วน 19 ล้านคน ภาวะความดันโลหิตสูง 13 ล้านคน และเป็นเบาหวาน 4 ล้านคน (มีเราอยู่ในนี้บ้างไหมเนี่ย)

ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงมองว่า ประเด็นนี้ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันดีกว่า ไปดูคลิป ขยับกับนายกฯ กันดีกว่า

แต่ถ้าดูแล้วยังไม่ฟิน อยากเล่นท่ายาก หรืออยากมากท่า ก็ไปที่ เว็บไซต์ “เครือข่ายคนไทยไร้พุง www.raipoong.com” มีท่าออกกำลังกายง่ายๆที่ทำได้ทุกที่ไว้ (ในออฟฟิศก็ไม่เว้น)… ขอย้ำ เด็ดมาก! ส่วนระดับ อากงอาม่า อย่าได้ท้อ เราขอเสนอการ “แกว่งแขน” ซึ่งฮิตที่สุด ทำได้ทุกวัย ทำได้ทุกสถานที่ แต่ขอย้ำว่าต้องแกว่งให้ถูก ถ้าไม่แน่ใจ เช็คได้เลยจ้า …

อ้อ! ถ้าใครมีพุง และไม่อยากไว้พุง ติดตามเรื่องราวการลดพุง ลดโรค ได้ที่ “facebook ลดพุงลดโรค” ที่อัพเดททุกวันได้ที่ www.facebook.com/Thai.HealthyLifestyle ด้วยนะ ขอบอกว่ามันเลิศมากพุงลดกันถ้วนหน้าเพราะ Facebook นี้แหละ

อันตรายจาก “มะเฟือง” ที่คุณอาจไม่ทราบ

อันตรายจาก “มะเฟือง” ที่คุณอาจไม่ทราบ

 

เป็นความโชคดีของคนไทยมากๆ ที่เกิดมาในผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักผลไม้นานาชนิด แถมยังราคาไม่แพง และมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงผลไม้หน้าตาน่าทานอย่าง “มะเฟือง” ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่หลายคนชื่นชอบ และราคาสบายกระเป๋าอีกด้วย

แต่ไม่ว่ามะเฟืองจะน่ากินมากเท่าใด ก็ยังมีข้อควรระวังที่ต้องทราบก่อนทานเช่นกัน

อันตรายจาก “มะเฟือง”

เนื่องจากมะเฟืองมีกรดออกซาลิกสูงพอสมควร ดังนั้นจึงอาจส่งผลต่อผู้ป่วยโรคไต หรือกำลังรับการฟอกไตอยู่ เพราะอาจทำให้อาการของโรคไตหนักขึ้นกว่าเดิม และการรับสารออกซาลิกเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือไตวายเฉียบพลันได้

ผู้ที่อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง ทำงานหนัก หรือออกกำลังกายหนักจนสูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก หากรับประทานมะเฟือง หรือดื่มน้ำมะเฟืองในปริมาณมาก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ใครที่กำลังทานยาลดไขมัน หรือยาลดความเครียดอยู่ ไม่ควรทานมะเฟืองเช่นกัน เพราะมะเฟืองจะเข้าไปต่อต้านการทำงานของยาเหล่านั้น

มะเฟืองเปรี้ยว VS มะเฟืองหวาน

ในมะเฟืองเปรี้ยวจะมีกรดออกซาลิกสูงกว่าในมะเฟืองหวาน ดังนั้นมะเฟืองเปรี้ยวอาจส่งกระทบต่อการทำงานของไตได้มากกว่ามะเฟืองหวานนั่นเอง

ถึงแม้ว่ามะเฟืองจะแอบซ่อนอันตรายเอาไว้อยู่บ้าง แต่หากทานมะเฟืองในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอร่อยสดชื่นของมะเฟืองได้เหมือนเดิมค่ะ อะไรที่มากเกินไป ย่อมไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะกับมะเฟืองเท่านั้น หากทานอย่างมีสติ รับรองว่าให้ประโยชน์มากมายแก่ร่างกายได้แน่นอน

“ฝรั่งแช่บ๊วย” อันตราย! เสี่ยงติดเชื้อถึงเสียชีวิต

“ฝรั่งแช่บ๊วย” อันตราย! เสี่ยงติดเชื้อถึงเสียชีวิต

สารภาพตามตรงว่าเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบทานฝรั่งแช่บ๊วยมากๆ ด้วยส่วนด้านนอกที่มีรสหวานๆ บวกกับผงบ๊วยที่ยิ่งจิ้มยิ่งหยุดทานไม่ได้ อร่อยจนต้องขอบคุณคนที่คิดสูตรนี้ขึ้นมา แต่ที่ไหนได้ เจ้าฝรั่งแช่บ๊วยสุดอร่อยนี้ แอบแฝงไปด้วยอันตรานที่อาจเล่นเราถึงตายได้เลยทีเดียว

ฝรั่งแช่บ๊วย เพชฌฆาตเงียบจากรถเข็นขายผลไม้

รถเข็นผลไม้ที่เป็นมิตรกับคนไทยมานานแสนนาน ทำให้เราได้บริโภคผลไม้อย่างสะดวกสบายในราคาสบายกระเป๋า แต่กลับถูกตรวจพบว่ารถเข็นผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน แบคทีเรียโคลิฟอร์ม สีสังเคราะห์ เชื้อรา และสารเคมีอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากถึง 64% และส่วนใหญ่ดันพบในเจ้าฝรั่งแช่บ๊วยนี่แหละ โดยเฉพาะฝรั่งดองบ๊วยที่เป็นสีแดง สีเขียว

ผลไม้ปนเปื้อน ให้โทษแก่ร่างกายอย่างไรบ้าง

หากเราทานผลไม้ที่ปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย สามารถพบอาการได้หลายอย่าง แล้วแต่สารปนเปื้อนที่เราทานเข้าไป อาจมีอาการตั้งแต่ท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ไปจนถึงหูอื้อ มีไข้ หายใจขัด ร่างกายอ่อนแอ ต้านทานโรคได้น้อยลง และอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเมื่อทานสะสมเข้าไปเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ฝรั่งแช่บ๊วย หรือผลไม้รถเข็นทุกเจ้าจะไม่สะอาดถึงขั้นจะทำให้เราเสียชีวิต แต่เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง อาจเลือกซื้อจากเจ้าที่ค่อนข้างมั่นใจว่าสะอาด ถูกสุขลักษณะ หรือเปลี่ยนเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ทานผลไม้จากคนขายคนเดิมๆ ตลอดทุกวัน หรือถ้ามีเวลาจ่ายตลาด ซื้อผลไม้มาล้างและหั่นทางเอง จะมั่นใจได้มากที่สุดค่ะ

เคล็ดลับการล้างผักผลไม้ เพื่อลดสารพิษ ยาฆ่าแมลง สารเคมีตกค้างต่างๆ

ล้างผักผลไม้ด้วยด่างทับทิม ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 20-30%

ล้างด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชู ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%

ล้างด้วยน้ำผสมผงฟู หรือเบกกิ้งโซดา ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%

ล้างผักด้วยวิธีน้ำไหล โดยแยกใบผัก กลีบผักออกมา แช่ในน้ำ 10 นาที จากนั้นหยิบใบผักขึ้นมา เปิดก็อกให้น้ำไหลผ่านผักและผลไม้ทีละใบ ทีละก้าน ถูๆ ให้สะอาดราว 2 นาที วิธีนี้ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 60-70%

อะฟลาทอกซิน สาเหตุมะเร็งตับ ไม่ได้มีแค่ในถั่ว

screenshot_5

 

หลายคนน่าจะทราบกันว่า เชื้อราที่มีชื่อว่า “อะฟลาทอกซิน” พบมากในถั่วลิสง เมื่อมีการเก็บถั่วลิสงเอาไว้ในภาชนะ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็จะเป็นเหตุให้ถั่วขึ้นรา โดยที่เราอาจมองไม่เห็น แต่เมื่อเราทำมาปรุงอาหารโดยทีผ่านความร้อนไม่เพียงพอ ก็อาจเป็นสาเหตุของโรคตับ และมะเร็งตับในเวลาต่อมาได้

แต่ใช่ว่าอะฟลาทอกซินอันแสนอันตรายนี้จะอยู่ในถั่วอย่างเดียว ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ต้องเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ก่อนนำมาปรุงอาหาร

อะฟลาทอกซิน พบได้ในอาหารชนิดใดบ้าง?

อะฟลาทอกซิน สามารถพบได้ในถั่วแห้ง ธัญพืช และเมล็ดพืชน้ำมันต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มะพร้าว สมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในภาชนะ หรือสภาพแวดล้อมที่ชื้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากการเกษรตร เช่น มันสำปะหลัง และพืชที่อยู่ในดิน รวมไปถึงพืชที่ถูกนำไปแปรรูปทุกชนิด อาจพบเชื้อราอะฟลาทอกซินปนเปื้อนอยู่ได้เช่นกัน เพราะเชื้อราชนิดนี้ทนต่อทุกกระบวนการในการผลิต เก็บเกี่ยว เก็บรักา ไปจนถึงการขนส่งได้

วิธีกำจัดอะฟลาทอกซินในอาหาร

ไม่ว่าเราจะนำไปผ่านความร้อนด้วยตัวเองอย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ก็ไม่สามารถกำจัดอะฟลาทอกซินได้ เพราะอะฟลาทอกซินสามารถทนความร้อนได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส อะฟลาทอกซินสลายตัวได้เมื่อผ่านความร้อนจากแสงอัลตร้าไวโอเล็ต หรือจะเป็นวิธีทางเคมีที่ใช้กรดแก่ หรือด่างแก่ แต่ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถกำจัดอะฟลาทอกซิน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีความเสี่ยงในการพบอะฟลาทอกซินน้อยจะดีที่สุด

วิธีเก็บอาหาร ไม่ให้มีอะฟลาทอกซิน

อะฟลาทอกซินก็คือเชื้อรา ดังนั้นการเก็บอาหารแห้งให้อยู่ในสภาพเดิม ปิดภาชนะให้สนิท เก็บในที่ที่มีอากาศถ่ายเท นำมาตากแดดให้แห้งบ้างเป็นบางครั้ง ลดความชื้นจากภาชนะที่เก็บอาหารให้มากที่สุด และเลือกซื้ออาหารจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารปนเปื้อนอะฟลาทอกซินได้ดีที่สุด

“Jetpack” อุปกรณ์สะพายหลังแบบใหม่ เพิ่มความหวังให้มนุษย์บินได้

"Jetpack" อุปกรณ์สะพายหลังแบบใหม่ เพิ่มความหวังให้มนุษย์บินได้

 

ความฝันของมนุษย์ที่จะบินในอากาศได้นั้นมีมานานแล้ว และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ระบบเทอร์ไบน์ รวมทั้งราคาชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกลง ทำให้เรื่องนี้ใกล้ความจริงขึ้นมา

โดยบริษัท Jetpack Aviation ในแคลิฟอร์เนีย ได้พัฒนา Jetpack ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์ไบน์ และใช้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นสองรุ่น

รุ่น JB-10 ซึ่งมีขนาดเล็กพอจะเก็บในกระโปรงหลังของรถยนต์ได้ ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถบินได้สูง 1,900 เมตร เป็นเวลา 10 นาที ที่ความเร็วกว่า 100 ก.ม. ต่อชั่วโมง
ส่วน Jetpack รุ่น JB-11 นั้นจะมีพลังมากกว่า และอาจนำไปใช้ประโยชน์สำหรับปฏิบัติการค้นหาและช่วยชีวิตได้

7 ผลไม้ที่มีประโยชน์ช่วยเรื่องเซ็กซ์

7 ผลไม้ที่มีประโยชน์ช่วยเรื่องเซ็กซ์

 

ประโยชน์ของเซ็กซ์หลายคนคงทราบมาบ้างแล้ว แต่หากวันหนึ่งเราไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้แบบราบรื่น หรืออาจจะไม่ซู่ซ่าแบบแต่ก่อน ลองกินผลไม้เหล่านี้ดูไหมครับ ด้วยสรรพคุณจากธรรมชาติ แถมยังหาซื้อง่าย สุขภาพทางเพศที่เหี่ยวเฉาอาจจะกลับมาฟิตปั๋งก็ได้

1. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามิน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพละกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากการวิจัยยังพบว่า กล้วย เป็นผลไม้ ที่มีส่วนช่วยบำรุงเซ็กซ์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีสารอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาลแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุโปรแตสเซียม ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

2. สับปะรด ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวที่มีปะโยชน์มากมาย โดยเฉพาะแกนสับปะรด เพราะมีสารฮอร์โมนกระตุ้นเซ็กซ์ ในผู้ชาย แต่หากหนุ่มคนไหนไม่สะดวกลองหาน้ำสับปะรดมาดื่มดูนะครับ นอกจากช่วยเรื่องเซ็กซ์ ในสับปะรดยังมีวิตามินซีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ผิวจะได้เด้งๆ ใสๆ

3. สตรอเบอร์รี่ ผลไม้สุดโปรดของสาวๆ แต่หนุ่มๆ ก็ควรกินอย่างยิ่งนะครับ เพราะผลไม้ชนิดนี้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและป้องกันการเกิดโรคหวัดและภูมิแพ้ได้อีกด้วย นอกจากนี้มีงานจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มได้

4. ทับทิม อุดมสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด จึงช่วยในเรื่องผิวพรรณได้ดี ที่สำคัญสามารถช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ส่งผลให้น้องชายแข็งแรงไม่ห่อเหี่ยวก่อนวัยอันควร

5. อะโวคาโด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมาก ทำให้ดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ทั้งนี้กรด โฟลิค ที่มีในผลอะโวคาโดยังช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

6. แตงโม ผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เนื่องจากในแตงโมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าซิทรูลีนจึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้เมล็ดแตงโมยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม สังกะสี กากใยอาหาร ฯลฯ

7. ส้ม เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยวิตามินซี และกรดโฟลิก ซึ่งเป็นผลดีต่อการสร้างอสุจิของผู้ชาย หากเบื่อการกินสด ลองทำมาทำอาหารอาทิ สลัด หรือจะนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำเครื่องดื่มก็ได้ไม่มีปัญหา

นอกจากอาหารที่แนะนำในวันนี้ อย่าลืมกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หลีกเลี่ยงของมัน ของหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้คุณหนุ่มๆ ก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ส่งผลให้เรื่องบนเตียงดีขึ้นไปด้วย

หุ่นพังเพราะนับแคล

หุ่นพังเพราะนับแคล

 

ในทุกครั้งที่ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องการคุมอาหาร ผมจะบอกประจำว่าผมไม่นับแคลอรี่ นอกจากเรื่องคุมอาหารแล้ว การออกกำลังกายของผมก็ไม่นับแคลอรี่ด้วย และโดยส่วนตัวคิดว่าการนับแคลอรี่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในการลดความอ้วนฟิตหุ่นอีกด้วย เนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้ครับ

1. ตารางแคลอรี่อาหารที่มีให้เราเอาไปใช้ทั่วไป เรารู้ได้ยังไงว่าปริมาณวัตถุดิบที่เค้าใช้มีปริมาณมากน้อยขนาดไหน และเท่ากับที่อาหารที่เรากำลังจะกินไปรึเปล่า อย่างถ้าอาหารที่แม่ค้าทำมา แม่ค้าหนักมือใส่น้ำตาลลงไปมากหน่อย น้ำตาลช้อนนึงก็ทำให้แคลอรี่เพิ่มขึ้นไปอีก หรือแม้กระทั่งบอกลูกชิ้นหมู 1 ลูกกี่แคลอรี่ เค้ารู้ได้ไงว่าร้านที่เราซื้อใส่แป้งในหมูมั้ย หมูติดมันรึเปล่า ดังนั้นค่าแคลอรี่ในอาหารที่ได้จากตารางแคลอรี่อาหาร คือค่าประมาณการที่มีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง

2. ตารางแคลอรี่ออกกำลังกายที่มีให้เราเอาไปใช้ทั่วไป เรารู้ได้ยังไงว่าค่าเฉลี่ยที่เค้าเอามาใช้มาจากคนที่มีพื้นฐานสุขภาพ อายุ น้ำหนัก อัตราการเผาผลาญ เป็นยังไงบ้าง ขนาดคนเราน้ำหนักตัวเท่ากัน แต่มวลกล้ามเนื้อกับมวลไขมันต่างกัน ก็มีอัตราการเผาผลาญได้ต่างกัน แม้แต่บนเครื่องวิ่งที่มีการวัดหน่วยแคลอรี่ให้ ผมก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะเครื่องที่วัดค่าที่ได้เกิดจากการเฉลี่ยของคนต่างชาติ ซึ่งมีกายภาพที่แตกต่างจากผมแน่นอน ซึ่งค่าที่ได้มาก็เป็นค่าที่มีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าคือช่วงเวลาที่ต่อเนื่องในการออกกำลังกาย

จะเห็นว่าจากข้อ 1 และข้อ 2 ทุกค่าการวัดมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงทั้งหมด แล้วเราจะเสียเวลาจดวัดไปกับสิ่งที่มีโอกาสผิดพลาดสูงไปเพื่ออะไรครับ

3. ผมโชว์ภาพการคำนวน BMI ไปแล้วในบทความนึง เป็นภาพนี้

สุขภาพสูงสุด ผลที่ได้ปรากฏว่าดัชนีชี้วัดว่าผมเป็นคนปกติระยะสุดท้ายที่จะกลายเป็นคนท้วม ลองเดาดูสิครับว่าถ้าผมเอาค่าที่ผมชั่งวัดทั้งส่วนสูง น้ำหนักและ BMI ไปให้หมอดูโดยไม่เห็นรูปร่างผม หมอก็จะอ่านค่าจากตัวเลขแล้วจะแนะนำผมว่ายังไง “คุณจะท้วมแล้วนะ ควรต้องคุมอาหารและออกกำลังกาย” ???

คือถ้าผมคุมอาหารและออกกำลังกายมากกว่านี้ ผมคงต้องเป็นนักกีฬาอาชีพแล้วล่ะครับ แล้วลองดูจากรูปร่างผม ณ วันนั้นดูครับ แล้วบอกผมทีว่าอย่างนี้เราเรียกว่าท้วมกันรึเปล่า มันทำให้ผมมีคำถามนะครับว่า ดัชนีชี้วัดทั้งหลายนั้น เราเชื่อถือได้มากน้อยขนาดไหน เราควรเชื่อค่าชี้วัดเหล่านี้หรือเชื่อภาพที่เราเห็นตอนส่องกระจกมากกว่ากัน คนนะครับไม่ใช่หมู ที่จะมาชั่งวัดน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

4. เมื่อคนสนใจอยู่ที่เรื่องการนับแคลอรี่ ให้กินไม่เกินแคลอรี่ที่คำนวนมาได้ ออกกำลังกายให้มากกว่าที่คำนวนมาได้ เพื่อให้ตรงหลักการที่ว่า แคลที่ได้รับต้องน้อยกว่าแคลที่ใช้ไป (ซึ่งก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด) เพราะถึงแม้ว่าแคลอรี่ที่เท่ากันแต่คุณภาพสารอาหารที่ต่างกัน ผลลัพธ์จะต่างกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพแบบฟ้ากับเหวนะครับจะได้เข้าใจได้ สมมติเรากินน้ำหวาน 100 kcal กับกินข้าวไรซ์เบอรี่ 100 kcal น้ำหวานเมื่อกินเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นท่วมท้นทันที เพราะเป็นน้ำตาลดูดซึมเร็วไม่ต้องผ่านการย่อย ร่างกายจะเก็บน้ำตาลไปเป็นพลังงานโดยสะสมที่ตับ เมื่อสะสมเกินพิกัดก็สะสมเป็นไขมัน กลายเป็นไขมันช่องท้อง สะสมเกินอีกกลายเป็นไขมันใต้ผิวหนัง พวกคาร์บแย่ๆ เช่นน้ำหวาน แป้งขาว ข้าวขาว เกิดกลไกนี้ ส่วนข้าวไรซ์เบอรี่ เมื่อร่างกายกินไปจะต้องเอาไปย่อย โดยมีไฟเบอร์เป็นตัวขัดขวางการย่อยและการดูดซึม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆเพิ่ม เมื่อมันค่อยๆเพิ่ม ก็จะค่อยๆนำไปใช้ระหว่างวัน ไม่เหลือให้ไปสะสม ผมจึงให้จำง่ายๆว่า พวกคาร์บดีๆ จึงเป็นคาร์บที่มีกากใยเยอะๆ

ดังนั้นคนที่คิดว่า อ๋อ จำกัดแคลอรี่ งั้นไม่กินข้าวไปกินขนมแทนก็ได้สิ พวกนี้ถึงเป็นการคุมอาหารที่ผิดไงครับ จริงๆ หลักการเลือกคุณภาพของสารอาหารแทนที่จะคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่มีศัพท์เฉพาะที่ใช้กันว่า “Good Calories” หรือให้เข้าใจง่ายๆ คือ จงเลือกสิ่งที่มีคุณภาพภายใต้แคลอรี่ที่เท่ากัน

5. อีกสาเหตุเป็นเรื่องจิตวิทยาที่อาจไม่ทันสังเกตเห็นกันเพราะไม่เคยมีใครพูดถึงเลย คือเมื่อเราสนใจจำกัดจำนวนแคลอรี่ เราจะกินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะกินอะไรก็กังวลจนบางครั้งไม่แน่ใจเราก็เลือกที่จะไม่กินมันไปเลยเพราะกลัวว่าแคลอรี่จะเกินกำหนด น้อยจนร่างกายนึกว่าเรากำลังจะเข้าภาวะจำศีลต้องรีบสะสมไขมันเก็บไว้เพราะกลัวเราตาย

เรามักมีเวลาที่จำกัด เลยไปเลือกออกกำลังกายให้หนักที่สุด วิธีไหนที่ว่าเผาผลาญแคลอรี่ได้เยอะสุด ก็จะไปเลือกวิธีนั้น ส่วนการเวทเอาไว้ก่อนเพราะมันเผาผลาญได้น้อยกว่า บางครั้งเล่นจนเหนื่อย เหนื่อยจนแค่คิดว่าจะไปออกกำลังกายก็เหนื่อยหมดแรงจนไม่อยากไปแล้ว

และเวลาที่เหนื่อยมากๆ ภายใต้การกินที่น้อย ร่างกายจะดึงเอาพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้ ทำให้ไขมันไม่ลดลงไปสักที กล้ามเนื้อก็ด้อยประสิทธิภาพลง ตัวช่วยเผาผลาญก็ลดลง แล้วเราก็จะอ้วนอยู่อย่างนั้นแหละ ดีไม่ดีกลับอ้วนขึ้นกว่าเดิม สักพักก็เริ่มท้อแท้ หมดกำลังใจ

ลองถามตัวเองดูครับว่าเราล้มเลิกภารกิจพิชิตหุ่นเฟิร์มมานับครั้งไม่ถ้วนเพราะเหตุการณ์แบบนี้มากี่ครั้งแล้ว ดังนั้นสำหรับตัวผมแล้ว การนับแคลอรี่เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในภารกิจพิชิตหุ่นเฟิร์มครับ

ส่วนเวลาถามปริมาณอาหารที่ควรกิน มันก็แล้วแต่คน แล้วแต่กิจกรรมที่ทำแต่ละวัน ซึ่งแตกต่างกัน แต่ทุกคนสามารถยึดหลักง่ายๆ เหมือนกันตามนี้นะครับ

เลือกกิน Good Calories***
กินให้อิ่มในแต่ละมื้อ อิ่มแล้วจบ
กินแต่ละมื้อให้เป็นเวลา ตื่นมาเมื่อไหร่นับมื้อแรกตอนนั้น ระยะห่างระหว่างมื้อจะประมาณ 3-4 ชม
เน้นโปรตีนในทุกมื้อ
มื้อเช้า เที่ยง ก่อนออกกำลังกายต้องกินคาร์โบไฮเดรตเพื่อเอาพลังงานไปใช้ มื้อเย็นลด(ไม่ใช่งด)คาร์โบไฮเดรทลงได้

อาหาร 10 อย่างที่ช่วยให้คุณดูอ่อนกว่าวัย

อาหาร 10 อย่างที่ช่วยให้คุณดูอ่อนกว่าวัย

 

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินมาว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมบางอย่าง สามารถช่วยให้คุณดูเด็ก หรือดูอ่อนกว่าวัยได้ นั่นเป็นจริง การรับประทานอาหารที่ดี นอกจากจะทำให้ไม่อ้วนลงพุงแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังช่วยให้ดูอ่อนวัยลง ลดเลือนริ้วรอย ช่วยให้ผมเงางาม และทำให้เล็บแข็งแรง ดังนั้น การได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำทุกวัน จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ดูเด็ก

Dr.Joshua Zeichner ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกบริโภคอาหาร บอกว่า อาหารที่มีประโยชน์ แร่ธาตุ กรดไขมัน และการต่อต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยป้องกันไม่ให้เราดูแก่ เพราะช่วยชะลอการเสื่อมของร่างกาย ทั้งจากความเครียดและสภาพแวดล้อม และอาหาร 10 อย่างต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณดูอ่อนกว่าวัยได้

1. กาแฟ : หลาย ๆ คนดื่มกาแฟตอนเช้า เพื่อกระตุ้นให้หายง่วงและพร้อมที่จะเริ่มกิจกรรมในวันใหม่ แต่ประโยชน์ของกาแฟ มีมากกว่านั้น มีรายงานจากวารสาร National Cancer Institute ว่า กาแฟช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง และนักวิจัยยังพบว่า การดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว เป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกได้ 20 เปอร์เซนต์

2. แตงโม : Keri Glassman ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ NutritiousLife.com บอกว่า สีแดงในแตงโม และมะเขือเทศ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และนักวิจัย ยังเชื่อว่า แตงโม มีส่วนประกอบของ Phytochemical สารเคมีตามธรรมชาติที่พบในพืช มากกว่าในมะเขือเทศถึง 40 เปอร์เซนต์ การรับประทานแตงโม ควบคู่ไปกับการใช้ยากันแดดเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวี

3. ทับทิม : เป็นผลไม้ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างน่าทึ่ง และยังมีวิตามินซี ที่ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย ป้องกันผิวแห้ง จากสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมี Anthocyanin ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ให้ผิวกระชับ รวมทั้งยังมีกรด Ellagic ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่ช่วยลดการอักเสบ จากการถูกรังสียูวี

4. บลูเบอรี่ : เป็นแหล่งสำคัญของวิตามินซี และอี ซึ่งทั้งสองอย่างช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวใสขึ้น และไม่ถูกทำลายจากความร้อนของรังสียูวี

5. ร๊อบส์เตอร์ : มีธาตุซิงค์สูง ช่วยต่อต้านการอักเสบของผิว ลดสิว ซิงค์ช่วยสร้างเซลผิวใหม่ Dr. Whitney Bowe ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังของโรงเรียนแพทย์ที่ Mount Sinai บอกว่า จริง ๆ แล้ว มีอาหารตามธรรมชาติหลายอย่าง ที่ช่วยรักษาสิวได้ และเคยมีการวิจัยพบว่า คนที่เป็นสิว มักจะมีระดับซิงค์ในร่างกายต่ำกว่าคนที่ไม่เป็นสิว

6. ผักเคล : เป็นผักใบเขียว ที่มีคุณค่าอาหารสูง มีวิตามินเค ที่ช่วยระบบการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งเส้นเลือดในบริเวณรอบดวงตา ทำให้ใต้ตาไม่ดำคล้ำ นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก หากขาดธาตุเหล็ก ผิวหนังจะซีดเซียว ทำให้มองเห็นเส้นเลือกใต้ผิว และผิวดูกระดำกระด่างได้

7. ไข่ : เล็กของเรา ทั้งเล็บมือและเล็บเท้านั้น ทำมาจากโปรตีน และไข่ ก็เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน ไบโอติน มีวิตามินเอและบี ช่วยการดูดซึมของกรดอะมิโน

8. วอลนัท : มีโอเมก้า 3 และวิตามินอี โดยไขมันธรรมชาติ จะทำให้ผมไม่แห้ง ดูเงางามสุขภาพดี ส่วนวิตามินอี ก็ช่วยซ่อมแซมผิวหนังและรูขุมขน นอกจากนี้ ในวอลนัท ยังมีคอปเปอร์ ซึ่งช่วยบำรุงเม็ดสีในร่างกาย ทำให้ผมไม่หงอกก่อนวัย

9. อโวคาโด : เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอาหารสูง รวมทั้งกรดโอเลอิค โอเมก้า 9 ทำให้ผิวมีความนุ่ม ชุ่มชื้น เต่งตึง

10. แคนตาลูป : เป็นผลไม้ตระกูลเมลล่อน ที่มีเบต้า แคโรทีน หรือวิตามินเอ ซึ่งเชื่อว่า ช่วยพื้นฟูเซลผิว ป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตัน

5 อาหารที่ควรเลี่ยงก่อนออกกำลังกาย

5 อาหารที่ควรเลี่ยงก่อนออกกำลังกาย

 

หนุ่มๆ หลายคนให้ความสำคัญกับเรื่องออกกำลังกายมาก แต่กลับละเลยเรื่องของอาหารการกินซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะร่างกายนอกจากต้องการการออกกำลังกายที่พอเหมาะ ยังต้องการอาหารที่มีประโยชน์และครบทั้ง 5 หมู่ด้วย

วันนี้ Sanook! Men ขอแนะนำมาอาหารที่ควรเลี่ยงออกการออกกำลังกาย จะมีอาหารอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลยครับ

เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม : หนุ่มคนไหนที่ก่อนออกกำลังกายต้องดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม ลองเปลี่ยนมาเป็นการดื่มน้ำเปล่าจะดีกว่านะครับ เพราะในเครื่องพวกนี้จะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่ในปริมาณสูง ยังทำให้ท้องอืดอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายน้ำเปล่าดีที่สุด

อาหารทอด : อาหารที่ผ่านการทอดเป็นบางครั้งทำให้ย่อยยาก จึงไม่แนะนำให้รับประทานก่อนออกกำลังกาย เพราะเมื่อร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างหนักเพื่อย่อยอาหารเหล่านี้ อาจจะส่งผลให้คุณไม่มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ และอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือตะคริวที่ท้องได้

โดนัท ขนมปัง : ถ้าจะเลือกกินขนมปังแนะนำให้เลือกที่เป็นโฮลเกรนหรือโฮลวีทจะดีกว่าขนมปังขาว ยิ่งโดนัทนั้นเต็มไปด้วยไขมัน จึงนับเป็นอาหารที่ทานก่อนหลังจากออกกำลังกาย

อาหารหรือขนมรสเค็ม : อาหารที่มีรสเค็ม มีผลต่อการออกกำลังกายของคุณได้เช่นกัน เพราะเกลือจะเข้าไปทำให้สมดุลของเหลวในร่างกายของคุณเสีย ยิ่งโดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายที่ร่างกายของคุณจะเสียเหงื่อมาก อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้

อะโวคาโด : ผลไม้ที่ที่อุดมไปด้วยไขมันดี โปรตีน และไฟเบอร์ แต่ไม่เหมาะที่จะรับประทานก่อนการออกกำลังกาย เพราะมีอะโวคาโดมีไขมันสูง ร่างกายต้องนำพลังงานที่มีอยู่ไปเผาผลาญ แต่หากเก็บอะโวคาโดไว้รับประทานหลังออกกำลังกายจะดีมากกว่า

ได้ทราบอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนออกกำลังกายไปแล้ว ยังไงก็เลือกกินอาหารให้เหมาะสมและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะครับ จะได้สุขภาพดีตลอดไป